ไพล

ไพล

บรรยายโดย อาจารย์สัญชัย  เมฆฤทธิไกร

สรรพคุณเด่นของไพล โบราณจะรู้จักไพลในการรักษาบาดแผล บรรเทาอาการเคล็ดขัดยอกได้ดี ฟกช้ำดำเขียว ช่วยขับเลือดเสีย มักใช้กับสตรีหลังคลอด ทั้งนี้จากการวิจัยล่าสุดยังพบว่าไพลสามารถรักษาอาการของโรคหอบหืดได้ แก้ปวดท้อง, กระจายเลือดลม, แก้แพ้จากการทานอาหารผิดสำแดง

ไพล มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อสเตร็ป (เชื้อที่ทำให้เกิดหนองสีขาว) แผลอักเสบต่าง ๆ ตำรับน้ำมันไพลที่เป็นที่นิยม นอกจากไพลกับน้ำมันมะพร้าวและผักเสี้ยนผี (แก้ปวดเมื่อยได้ดี เป็นตำรับที่เหมาะกับเส้นเอ็น กล้ามเนื้อโดยตรง) ยังมีน้ำมันไพลที่นิยมใช้กันได้ดี โดยจะใช้ไพล 2 ส่วน + น้ำมันมะพร้าว 1 ส่วน + การบูรเล็กน้อย + กานพลูเล็กน้อย เพื่อเป็นการเพิ่มสรรพคุณของน้ำมันไพลให้ดีขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ภายนอกทั่วไป วิธีการคือเลือกไพลที่แก่สดประมาณ 2 กิโลกรัม (ผ่าออกจะมีสีเหลืองเข้ม) ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง ซอยให้เล็ก เอาน้ำมันมะพร้าวลงตั้งไฟ เอาไพลที่ซอยแล้วลงเจียวจนกรอบ พอกรอบตักไพลขึ้นจะได้น้ำมันสีเหลืองอ่อน จากนั้นนำกานพลูลงทอด (ทั้งนี้ต้องหรี่ไฟก่อน เพราะกานพลูจะมีน้ำมันหอมระเหยที่ระเหยค่อนข้างง่าย) จากนั้นเอาผ้าขาวบางกรองกานพลูออก รอจนน้ำมันไพลอุ่นจึงเติมการบูรลงไป (หากใช้ไพล 2 กิโลกรัม จะใช้การบูรประมาณ 15 กรัม กานพลู 15 กรัม) กวนสักพักรอให้เย็น นำใส่ขวดปิดฝาให้สนิท

น้ำมันที่ได้ใช้รักษาแผลภายนอก ทาถูนวดได้ดี สามารถใช้ทาแผลได้ นอกจากนี้เราอาจใช้ไพลสดโดยใช้ตำพอกแผล นอกจากนี้ไพลยังมีสรรพคุณในการทำให้กล้ามเนื้อเรียบต่าง ๆ ในร่างกายมีการขยายตัว ผ่อนคลาย ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ไพลจึงเป็นยาที่แก้ฟกช้ำดำเขียวและกระจายเลือดลมได้ดีในกรณีของคนที่เป็นรองช้ำ คือเส้นเอ็นที่ฝ่าเท้าอักเสบ บางคนเป็นหลายปี เดินไม่ได้และรักษายาก ตำรับที่ใช้ได้ดีคือ ไพล 3 ส่วน + เกลือ 1 ส่วน ตำให้แหลก พอกที่แผลเอาผ้าพันให้ติดกับแผล คอยสังเกตหากไพลแห้งให้ใช้น้ำพรม ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าบริเวณแผลจะมีอาการดูด ๆ ที่บริเวณฝ่าเท้าที่เป็นรองช้ำ เปลี่ยนยาวันละครั้ง ทำติดต่อกัน 3-5 วันอาการจะดีขึ้น (ห้ามใส่เกลือมากเกินไป เพราะเกลือจะไปกดฤทธิ์ของไพล ทั้งนี้เราสามารถสังเกตจากอาการที่แผล เมื่อทำการพอกหากบาดแผลไม่มีอาการดูดแสดงว่าเราใช้เกลือมากเกินไป) รักษาอาการชันนะตุ อาจใช้น้ำมันไพลทาก่อนสระ

ในปีพ.ศ. 2520 มีการทดลองใช้ไพลในการรักษาแผล อ.พรสันต์ ดิษยะบุตร, อ.พยอม ตันติวิวัฒน์, อ.วิเชียร จีระวงศ์ ได้ทำการทดลองพบว่า ไพลมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคได้ทั้งเชื้อหนองที่ทำให้เกิดหนองจึงทำให้ไพลสามารถรักษาแผลประเภทที่ทำให้ติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังมีการทดลองว่าไพลสามารถระงับอาการปวดเป็นการทดลองที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยเปรียบเทียบกับฤทธิ์ยาชาเฉพาะที่ระหว่างน้ำต้มไพลกับยาชาเฉพาะที่ทันตแพทย์นิยมใช้

ในการทดลองได้เอาตัวยาทั้งสอง ทาลงบนเส้นประสาทขาของคางคกพบว่าน้ำต้มไพลมีฤทธิ์ทำให้เส้นประสาทชาได้ แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่ายาชาที่ทันตแพทย์ใช้หลายเท่า รายงานทดลองสรุปว่าการที่ไพลมีฤทธิ์อ่อน อาจเป็นเพราะน้ำต้มไพลเป็นวิธีสกัดตัวยาที่ยังไม่ดีพอ ซึ่งหากใช้ไพลสดจะทำให้ได้ผลดีกว่า

มีการทดลองไพลในการแก้ปวดมดลูก ขับเลือดเสีย ขับน้ำคาวปลาหลังคลอด การขับเลือดเดินไม่สะดวก เพราะฉะนั้นในสตรีที่มีอาการปวดมดลูกก่อนมีประจำเดือนหรือในสตรีที่เลือดเสียคลั่งอยู่ในมดลูก จะมีอาการปวดมดลูกหลังคลอด จะใช้ไพลได้ดี ตำรับที่ใช้คือยาประสะไพล ในตำรับยา 28 ขนานของยาสามัญประจำบ้าน

คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติมีการทดลองหยดน้ำต้มไพลลงในกล้ามเนื้อลำไส้ของหนูพบว่าน้ำต้มไพลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้คลายตัวได้อย่างรวดเร็วถึง 100% รายงานการทดลองพบว่ากล้ามเนื้อลำไส้ไวต่อฤทธิ์ของไพลมาก

คุณสมบัตินี้ทำให้ไพลเป็นยาแก้ปวดท้องที่มีจากลำไส้เกร็งตัว ซึ่งเกิดจากอาการอักเสบ การติดเชื้อ การทานอาหารผิดสำแดงรสจัดมากไป หรือทานยาถ่ายมากเกินไปสามารถใช้ไพลระงับได้ จากการทดลองเราสามารถสกัดสารที่ออกฤทธิ์ได้ เราตั้งชื่อทางการแพทย์ว่าสาร D ทั้งนี้สาร D จะไปช่วยคลายกล้ามเนื้อลายทั้งนี้หากในกรณีที่ใครทานไพลมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเปลี้ย

ในปีพ.ศ. 2520 การทดลองของ อ.พรสันต์ ดิษยะบุตรและอ.วิเชียร จีระวงศ์ ได้มีการทดลองนำไพลมารักษาอาการของโรคบิด จากการทดลองพบว่าไพลมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่ทำให้เกิดอาการโรคบิดไม่มีตัวได้

มีการทดสอบในอินเดียพบว่าไพลมีสารที่ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดี เพราะฉะนั้นการทานไพลจะช่วยแก้ท้องอืดเนื่องจากอาหารย่อยไม่ทันได้

ล่าสุดมีการทดลองไพลเกี่ยวกับโรคหอบหืดพบว่าในการทดลองกับหนูพบว่าสารที่ได้จากไพลจะไปช่วยขยายหลอดลมได้เกือบ 100%

ตำรับยาแก้หืดมี 2 ตำรับ

1.ใช้

– หัวไพลแห้ง 5 ส่วน

– พริกไทย 2 ส่วน

– ดีปลี 2 ส่วน

– กานพลู ครึ่งส่วน

– พิมเสน ครึ่งส่วน

วิธีปรุง นำตัวยาแห้งทั้งหมดมาบด ใช้ทานเป็นผงหรือปั้นเป็นลูกกลอน หากทานเป็นผงให้ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชาต่อ 1 มื้อ ทานวันละ 1-2 ครั้ง หากปั้นเป็นลูกกลอนให้ทานครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง

2. ใช้ไพลกับลูกมะเขือขื่นทั้งลูก ฝานตัวยาอย่างละเท่ากันมาตากให้แห้งบดเป็นผง เอาผงที่ได้มาผสมในกระทะร่วมกับหัวกะทิเคี่ยวไฟอ่อนจนเหนียว ปั้นเป็นเม็ดเท่าเม็ดในพุทรา ทานก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 เม็ด

หากพิจารณาระหว่างตำรับฝางเสน (แก้หอบหืด) กับตำรับนี้พบว่าทั้งสามตำรับสามารถช่วยรักษาอาการหอบหืดได้ดี

ตำรับไพลสำหรับยาอายุวัฒนะ

1.   ให้ใช้หัวไพลแก่แห้ง + พริกไทยล่อน อย่างละเท่ากัน บดเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนทานวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ทานภายใน 1 เดือนจะเห็นผล เรื่องของการบำรุงกำลังและกระจายเลือดลมได้ดี (เสริมธาตุไฟ)

2.   หัวไพล 2 ส่วน + มะขามเปียก เอาแต่เนื้อ 1 ส่วน + เกลือ ครึ่งส่วน นำทั้งหมดมาตำ ปั้นเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายก้อย ทานวันละ 2 เม็ด เช้า เย็น (เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีธาตุไฟเป็นธาตุเจ้าเรือน)

 

รายการ รู้คุณค่าสมุนไพรออกอากาศเป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 21.00-22.00 น.

ทางสถานีวิทยุ A.M. 1179 ดำเนินการโดยคเนพร พิทักษ์พงค์

ข้อความนี้ถูกเขียนใน สุขภาพและความสุขสมบูรณ์ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s